Black Ribbon
| เว็บบุคลากร | 0-5393-6150  |
   

แพทย์ มช.เตือน ระวังต้อหิน รักษาช้า เสี่ยงตาบอดได้

แพทย์ มช.เตือน ระวังต้อหิน รักษาช้า เสี่ยงตาบอดได้   

     จากที่มีคาดการณ์อุบัติการณ์ของประชากรทั่วโลก ในปี 2563 เป็นต้อหิน 76 ล้านคน และยังเป็นในระยะเริ่มแรก คือไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นนั่นเอง ผศ.พญ.ธิดารัตน์ ลีอังกูรเสถียร อาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้อธิบายว่า ต้อหินเป็นโรคที่มีพยาธิสภาพของโรคจะอยู่ตรงที่ขั้วประสาทตา ซึ่งอยู่ด้านหลังบริเวณดวงตา ขั้วประสาทตาเป็นบริเวณที่รวบรวมประสาทตาที่ใช้ในการมองภาพ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีพยาธิสภาพ หรือโรคบริเวณนี้ ก็จะทำให้มีการสูญเสียการมองเห็นเกิดขึ้น ซึ่งความจริงโรคต้อหินที่มีพยาธิสภาพ ที่ขั้วประสาทตา ความจริงยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนชัดเจน แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือมีความดันลูกตาที่สูงเกินค่าพอดีของลูกตาสูงเกินไป กดเบียดทำลายเซลล์ประสาทตาบริเวณขั้วประสาทตา  ทำให้มันตายลงไปเรื่อยๆ การตายลงไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้สูญเสียการมองเห็น และเป็นวิธีการสูญเสียที่เป็นอย่างถาวร ไม่เหมือนโรคต้อกระจก และโรคต้อเนื้อ ซึ่งสามารถรักษา และฟื้นการมองเห็นเหมือนเดิมได้ แต่สำหรับโรคต้อหินที่ระยะรุนแรงหรือท้ายๆแล้ว จะมีการสูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดในที่สุด

     หากเปรียบเทียบกับโรคต้อกระจก จะเป็นโรคที่พยาธิสภาพอยู่ที่บริเวณเลนส์ของตา เลนส์ที่ใช้ในการโฟกัสตา เลนส์พวกนี้จะมีการขุ่น ฝ้าไปเรื่อยๆ ตามอายุเหมือนเรามองผ่านกระจกฝ้า อาจจะมองไม่ชัดเจน มองฝ้ามัว แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผ่าตัดเอาเลนส์ ที่ขุ่นออกไป และใส่เลนส์เทียมเข้าไป การมองเห็นก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม  สำหรับโรคต้อเนื้อ คนที่เป็นจะมีเนื้อคล้ายสามเหลี่ยม อยู่บริเวณผิวของตา ซึ่งเกิดจากไปสัมผัสแสงแดด แสง UV  ฝุ่น และลม จะทำให้มีอาการเสื่อมของบริเวณผิวของลูกตา และเกิดเป็นลักษณะของเนื้อนูนบริเวณนี้ขึ้น ถ้าหากปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หลีกเลี่ยงแสงแดด ฝุ่น และลม หรือในกรณีที่คนเป็นมาก และเนื้อบริเวณนี้ เข้ามายังบริเวณตาดำ หรือตรงกลาง สามารถผ่าตัดลอกออกมาได้ ก็จะกลับมามองเห็นดีเหมือนเดิมได้  แต่ว่าโรคต้อหิน จะไม่แสดงอาการของโรค ไม่มีอาการ  เราจะไม่รู้ตัวว่าผิดปรกติใดๆ ทั้งยังมองเห็นดีด้วย ไม่มีปัญหาอะไรในช่วงแรก แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เข้าสู้ระยะท้ายของโรค ก็จะเริ่มมีการมองเห็นแคบลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมืดลงไปที่สุด พวกนี้คือเป็นต้อหินระยะท้าย และมีความเสี่ยงมากในการเกิดตาบอดได้ การตรวจลานสายตาเพื่อดูว่ามองเห็น หรือมองไม่เห็นตรงไหนในสายตาเรา คือสิ่งสำคัญที่สุดในการวินิจฉัยต้อหินในระยะเริ่มต้น ดเวยตรวจเครื่องมือพิเศษ ในการตรวจประสาทตาเพื่อหาสาเหตุของโรคในระยะเริ่มต้น

     กลุ่มที่เสี่ยงควรเข้ารับการตรวจตา คือกลุ่มที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรมาตรวจเช็คสุขภาพตา หากมีญาติสายตรงเป็นต้อหิน ควรเข้ารับการตรวจตาเร็วขึ้น 35 ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสาเหตุอย่างอื่นที่ทำให้เกิดต้อหิน เช่น คนที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน  โดนชก โดนกระแทก หรือว่าเคยมีตาแตกมาก่อน ผ่าตัดตามาก่อน อาการเหล่านี้มีความเสี่ยงอย่างมาก ทำให้โครงสร้างตาที่ใช้ระบายน้ำในตาอาจผิดเพี้ยนไป ก็จะเป็นความเสี่ยงในการที่ต้องรีบกลับมาตรวจตาเร็วขึ้น หรือเป็นหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันสูง โรคโรคไทรอยด์ พวกนี้อาจทำให้เกิดต้อหิน ตามมาได้ ผู้ป่วยต้องมาตรวจสายตา หรือสายตาสั้น ยาว มากๆ บางคนสายตาสั้น ยาวมากๆ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมากขึ้น ในขณะที่สายตายาว หรือว่าลูกตาเล็กกว่าปกติมากๆ ก็อาจมีต้อหินที่เป็นอีกแบบอีกชนิดหนึ่ง ควรมาตรวจเร็วขึ้น ที่สำคัญคือการใช้ยาผิดประเภท บางคนใช้ยาหยอดตาที่ซื้อมาเอง และไม่ทราบว่ายาหยอดตาชนิดนี้มีสเตียรอยด์ อาจทำให้เกิดความดันตาขึ้นมาได้ สำหรับต้อหินในกลุ่มที่เป็นเด็กเล็ก หรือเป็นแต่กำเนิด เกิดมาพร้อมกับมีโครงสร้างตาผิดปกติ คือโครงสร้างที่ระบายน้ำออกจากลูกตาผิดปกติ ระบายได้มีดีพอ ก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะต้อหินได้ ส่วนใหญ่ปัจจัยเสี่ยงคืออายุ พันธุกรรมในครอบครัว เมื่ออายุมากขึ้น ก็เสี่ยงต่อการเป็นต้อหินมากขึ้น เช่นอายุ 40 ปี มีอุบัติการณ์เกิน 30 เปอร์เซนต์ 100 คนเป็น 3 คน แต่อายุมากขึ้นเช่น อายุ 50 ปี อาจมีเพิ่มเป็น 5 เปอร์เซนต์ อายุ 70 ปี อาจเป็น 6-7 เปอร์เซนต์ สรุปคือ อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

     การรักษาที่มีการศึกษามาแล้วว่าดีที่สุด เห็นผลที่สุดก็คือ การควบคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการควบคุมลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการควบคุมลูกตาก็คือ สามารถควบคุมได้ตั้งแต่การใช้ยาหยอดตา ยากิน การใช้เลเซอร์ สุดท้ายคือการผ่าตัด ส่วนใหญ่จะเริ่มการรักษาด้วยยาหยอดตาก่อน เป็นยาที่ควบคุมการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้การขับน้ำในลูกตาออกจากลูกตาดีขึ้น สำหรับคนปกติหากสุขภาพดีไม่มีปัญหาอะไร 1 ปี อาจเข้ารับการตรวจครั้งหนึ่ง หากตรวจทุกปี แต่ไม่มีปัญหาอะไรเลย อาจจะเลยปีได้ ให้ฟังที่คุณหมอแนะนำว่าควรมาตรวจตาบ่อยแค่ไหน สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวานต้องคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตรวจเช็คเบาหวานขึ้นตาแล้วเล็กน้อย ต้องตรวจเร็วกว่านั้นเช่น 6 เดือนตรวจครั้งหนึ่ง

     หากมีข้อสงสัย ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ห้องตรวจตา ชั้น 7 อาคารศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มช. โทร. 053-935748

*****************************************************

Contacts

  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  0-5393-6150
  0-5393-6150
  เลขที่ 110 ถ.อินทวโรรส ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

  GPS : 18.7896195,98.9727525
 

ช่องทางติดตาม