Black Ribbon
| เว็บบุคลากร | 0-5393-6150  |
   

แพทย์ มช. เตือนประชาชนเฝ้าระวัง “โรคหัด”

แพทย์ มช. เตือนประชาชนเฝ้าระวัง “โรคหัด”

       

    

            โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ติดต่อกันได้ง่ายที่สุดในบรรดากลุ่มโรคติดเชื้อทั้งหมด โดยทั่วไปหากนึกถึงโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายเป็นอันดับต้นๆ หลายคนมักคิดถึงโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคสุกใส แต่แท้จริงแล้วโรคหัดนั้นติดต่อได้ง่ายยิ่งกว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าโรคหัดจะติดต่อได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน

                 

           อ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ติดต่อกันได้ง่ายที่สุดในบรรดากลุ่มโรคติดเชื้อทั้งหมด กล่าวคือ ผู้ป่วยเป็นโรคหัด 1 ราย สามารถกระจายเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไปยังผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้สูงถึง 12-18 ราย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 1 ราย จะสามารถกระจายเชื้อไปยังผู้สัมผัสได้ประมาณ 2-3 ราย และผู้ป่วยโรคสุกใสจะสามารถกระจายเชื้อไปยังผู้สัมผัสได้ประมาณ 9-10 ราย โรคหัดติดต่อกันได้ทางการไอ จาม หรือพูดกันในระยะประชิด โดยทั่วไปเชื้อไวรัสหัดจะกระจายอยู่ในละอองฝอยขนาดเล็กที่ปนเปื้อนเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกายของผู้สัมผัสเมื่อมีการหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไป หรือการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจส่วนบนที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสจากผู้ป่วย ทั้งนี้ผู้สัมผัสมักป่วยเป็นโรคเกือบทุกราย หากยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัด

           อาการของโรคหัด เริ่มต้นด้วยไข้สูง น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ประมาณ 2-3 วัน ผู้ป่วยบางรายอาจพบจุดขาวปนเทาขนาดเล็กอยู่บนฐานสีแดงบริเวณกระพุ้งแก้ม ซึ่งมักพบก่อนเริ่มมีผื่น ผื่นของโรคหัดจะเริ่มขึ้นจากศีรษะลงไปที่เท้ากล่าวคือ จะเริ่มขึ้นบริเวณไรผม ใบหน้า แล้วลามไปยังหู คอ แล้วกระจายไปตามลำตัว แขน ขา ลักษณะผื่นเป็นแบบนูนแดง อยู่นานประมาณ 5-6 วัน แล้วหายได้เอง โรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข จะฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน เข็มแรกเมื่อเด็กอายุ 9 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 2-2.5 ปี สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันโรคหัดหรือไม่ มีข้อสังเกต 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1. เคยเป็นโรคหัดแล้ว โดยมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน 2. เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดครบ 2 เข็ม 3. เคยเจาะดูภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดพบว่ามีภูมิในระดับที่สามารถป้องกันโรคได้ หากไม่มีทั้งหมดที่กล่าวมา แนะนำให้ไปรับวัคซีนเพื่อป้องกันโรคหัดต่อไป

           การป้องกันโรคหัด นอกจากการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยแล้ว ควรสวมหน้ากาก N-95 ซึ่งหน้ากากจะช่วยป้องกันทั้งฝุ่นพิษและเชื้อโรคเวลาออกสู่ที่โล่งแจ้ง และโรคหัดสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคหัดที่ชาวมุสลิมกังวล คือ ‘วัคซีนอาจมีส่วนประกอบที่ทำมาจากหมู’ เพราะตามหลักศาสนาแล้วชาวมุสลิมไม่รับประทานเนื้อหมู โดยส่วนประกอบที่ว่า คือ เจลาติน (gelatin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้วัคซีนคงตัวคือทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยคงเดิมในระหว่างการผลิต ขนส่ง และจัดเก็บ เจลาตินที่ใช้ในวัคซีนจะสกัดจากคอลลาเจนที่พบในเอ็น กระดูก และกระดูกอ่อนของสัตว์ เช่น ไก่ วัว หมู และปลา อย่างไรก็ตามกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้ให้ข้อมูลว่า วัคซีนป้องกันโรคหัดทุกรูปแบบ ทุกยี่ห้อ ที่มีใช้ในประเทศไทยไม่มีส่วนประกอบของคอลลาเจนจากหมู เพราะฉะนั้นจึงอยากสร้างความมั่นใจว่าชาวมุสลิมว่าสามารถรับวัคซีนได้โดยไม่ขัดกับหลักศาสนา

หากท่านป่วยด้วยโรคหัด หรือสงสัยว่าเป็นโรคหัดควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา และควรหลีกเลี่ยงการเข้าชุมชน ท่านสามารถติดตามรับชมความรู้เรื่องโรคหัดย้อนหลังได้ทางเพจสุขภาพดีกับหมอสวนดอก

https://www.facebook.com/SuandokGoodHealth2018/videos/1049885831879065/

Contacts

  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  0-5393-6150
  0-5393-6150
  เลขที่ 110 ถ.อินทวโรรส ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

  GPS : 18.7896195,98.9727525
 

ช่องทางติดตาม